9 ขั้นตอนการเลือกซื้อแหวนเพชร

infographic นี้ หมวยและทีมงานตั้งใจทำขึ้นมา สำหรับเพื่อนๆที่กำลังจะหาซื้อแหวนเพชรอยู่ แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี ลองทำตาม 9 ขั้นตอนนี้ดูนะคะ รับรองว่าจะได้แหวนเพชรที่สวย ถูกใจ และคุ้มค่าที่สุดตามงบประมาณที่กำหนดไว้แน่นอนค่ะ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง LINE : @leelagems
ร้านลีลาเจมส์ยินดีให้คำแนะนำเสมอค่ะ^^

ขอเริ่มต้นด้วยการสรุป 9 ขั้นตอนการเลือกซื้อแหวนเพชร ตั้งแต่ต้นจนจบเลยนะคะ

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดอันดับแรกก็คือการกำหนดงบประมาณเอาไว้ก่อน เพื่อจะได้เลือกซื้อเพชรให้ได้คุ้มค่าที่สุด และงบประมาณไม่บานปลายค่ะ

Tips : สำหรับหลายๆคนที่เลือกซื้อแหวนแต่งงาน หมวยอยากแนะนำว่าให้พยายามลดค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เป็นค่า ใช้จ่ายที่จะหมดไปในงานแต่งงานเพียงวันเดียว แล้วมาเพิ่มงบประมาณให้กับแหวนแต่งงานดีกว่าค่ะ เพราะแหวนแต่งงานจะอยู่กับเราไปตลอด และยังเป็นสินทรัพย์ สามารถส่งต่อให้ลูกหลานได้อีกด้วย

 

หลังจากได้งบประมาณแล้ว เราก็มาศึกษาถึงหลักการดูเพชร หรือที่เรียกว่าหลัก 4Cs กันค่ะ เพราะราคาของเพชรนั้นสามารถแตกต่างกันได้มากมาย โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้ค่ะ
1. Color คือระดับความขาวของเพชร
2. Clarity คือระดับความสะอาดของเพชร
3. Cut คือการเจียระไน
4. Carat Weight คือน้ำหนักของเพชร
และปัจจัยอื่นๆที่มีผลต่อราคาเพชร ได้แก่
- Fluorescence หรือสารเรืองแสง
- Certificate หรือใบเซอร์ของเพชร

 

 

เพชรส่วนมากจะมีสีโทนขาวอมเหลืองนิดๆ โดยระดับสีของเพชรนั้นจะถูกแบ่งเป็นเกรดตามตัวอักษรตั้งแต่ D color คือเพชรน้ำ 100 จะขาวใส ไม่มีสีเลย (colorless) จนถึง Z color คือสีค่อนข้างเหลือง (ถ้าเหลืองกว่า Z color จะถูกจัดเป็นเพชร fancy color ค่ะ)

เพชรยิ่งขาว ก็จะยิ่งมีมูลค่าสูงค่ะ โดยความขาวของเพชรนั้นก็สามารถดูได้ด้วยตาเปล่าเลยค่ะ เทคนิคง่ายๆคือให้คว่ำเพชรลงบนกระดาษสีขาว จะช่วยให้เห็นสีของเพชรได้ง่ายขึ้นค่ะ

 

เพชรโดยส่วนมากแล้วจะมีตำหนิอยู่ภายในเนื้อเพชรค่ะ ดังนั้น เพชรที่สะอาดหมดจดจริงๆจะหายากมากๆ จึงมีมูลค่าสูง ระดับความสะอาดที่นิยมในเมืองไทยคือตั้งแต่ระดับ IF (Internally Flawless) คือไม่มีตำหนิเลย ไปจนถึงระดับ vs2 คือมีตำหนิเล็กน้อย แต่ยังไม่เห็นด้วยตาเปล่า

เทคนิคให้การเลือกเพชรระดับ vvs1-vs2 หมวยจะแนะนำให้เลือกเพชรที่ตำหนิเป็นสีขาว และอยู่ริมๆของตัวเพชรค่ะ เนื่องจากถ้าตำหนิสีดำหรือตำหนิที่อยู่ตรงกลางเพชรพอดี จะส่องเห็นได้ง่ายค่ะ

 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือเรื่องสัดส่วนการเจียระไน ซึ่งจะส่งผลต่อการเล่นไฟของเพชร เพชรจะสวยแวววาวรึเปล่าก็ขึ้นอยู่กับการเจียระไนนี่แหละค่ะ

โดยส่วนตัว หมวยคิดว่านี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด เพราะไม่ว่าซื้อเพชรขาวจั๊วะหรือเพชรสีนวลหน่อย ทุกคนก็คงจะอยากได้แหวนเพชรที่ส่องประกายวิบวับอยู่บนนิ้วของเรา มากกว่าเพชรที่นิ่งๆไม่เล่นแสงเลย

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่จะบอก range ราคาได้ก็คือน้ำหนักของเพชรค่ะ เพราะเพชรยิ่งมีขนาดใหญ่ ราคาก็จะยิ่งก้าวกระโดด เช่นเพชรขนาด 1 กะรัต จะมีราคาสูงกว่าเพชรขนาด 0.50 กะรัตถึง 3-4 เท่าเลยทีเดียวค่ะ
แต่นอกจากน้ำหนักของเพชรแล้ว หมวยแนะนำว่าให้ดูหน้ากว้าง และความลึกของเพชรประกอบกันด้วยค่ะ เพราะเพชรบางเม็ดน้ำหนักเท่ากัน แต่อาจจะมีขนาดต่างกันก็ได้ (เพชรลึกมากก็ได้หน้ากว้างน้อยหน่อย แต่ถ้าเพชรไม่ลึกก็จะได้หน้ากว้างเยอะหน่อย)

 

Fluorescence จะเป็นสารเรืองแสง ซึ่งจะส่องเห็นได้ภายใต้แสง UV (Ultraviolet) ค่ะ ซึ่งถ้าเพชรมีสาร Fluorescence มากๆจะดูมัวๆ เหมือนใครเอาน้ำนมมาทาเพชรเอาไว้ ดังนั้นเพชรที่มีสาร Fluorescence จึงมีราคาถูกกว่าเพชรที่ไม่มี

แต่สำหรับเพชรสีนวลๆ (J color หรือน้ำ 94 ลงไป) การมี fluorescence สีฟ้าในระดับจางๆอาจจะช่วยให้เพชรดูขาวขึ้นเล็กน้อยค่ะ

 

สมัยก่อนคนชอบพูดกันว่าเพชรมีใบเซอร์น่ะราคาแพง แต่ในความเป็นจริงนั้น ค่าออกใบเซอร์กับสถาบันใหญ่ๆระดับโลกนั้น เพียงแค่ไม่กี่พันบาทเท่านั้นเองค่ะ การที่เพชรมีใบเซอร์ที่ราคาสูงกว่าเพชรไม่มีใบเซอร์นั้น น่าจะเป็นเพราะคุณภาพของเพชรที่สวยกว่านั่นเอง

ถ้าไม่ได้มีความชำนาญในการดูเพชรระดับมือโปรแล้ว ให้ซื้อเพชรที่มีใบเซอร์ดีกว่าค่ะ เพราะคุณจะมั่นใจได้เลยว่าเพชรที่ได้ไปนั้นมีคุณสมบัติทุกอย่างตรงตามนั้นจริงๆ

 

ทาง GIA นั้นมีคำแนะนำไว้เลยค่ะ ว่าให้เลือกร้านเพชรราวกับคุณกำลังเลือกคุณหมอที่จะมารักษาโรค คือควรจะต้องเลือกร้านที่มีประสบการณ์ มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เพื่อให้มั่นใจว่าเพชรจะได้ มาตรฐาน สามารถให้ความรู้กับลูกค้าและตอบข้อสงสัยต่างๆให้กระจ่างเหมือนคุณหมอที่คอยอธิบายอาการเจ็บป่วย รวมทั้งให้คำแนะนำในการรักษาได้อย่างชัดเจนอีกด้วยค่ะ

 

หลังจากศึกษาปัจจัยต่างๆแล้ว ทีนี้เราก็มาดูกันค่ะ ว่าในงบประมาณที่ตั้งใจไว้นั้น เราอยากจะให้ความสำคัญปัจจัยไหนมากที่สุด จะเป็นขนาด ความขาว หรือความสะอาด (เรื่องการเจียระไน แนะนำว่าให้ให้เกรดสวยที่สุด คือ 3 Excellent เท่านั้นค่ะ)

เพราะในงบประมาณเท่าๆกัน ถ้าเราเน้นอยากได้ไซส์ใหญ่ ก็อาจจะต้องลดความขาวและความสะอาดลงมาซักหน่อย หรือถ้าอยากเน้นที่สเป็คสวยสุดๆอย่าง D color, IF ก็อาจจะได้เพชรไซส์เล็กลงซักนิดนึงค่ะ

 

พอเลือกเพชรที่ถูกใจได้แล้ว เราก็มาเลือกแบบแหวนกันค่ะ
สิ่งที่ต้องพิจารณาในการเลือก นอกจากแบบแหวนที่สวยเข้ากับนิ้วเราแล้ว ต้องดูเรื่องความแข็งแรงและความเหมาะสมกับการใช้งานด้วย เช่น ลูกค้าบางท่านตั้งใจซื้อแหวนแต่งงานเพื่อใช้ในพิธีหมั้น และไว้สำหรับใส่ออกงานเป็นครั้งคราวเท่านั้น แบบที่เลือกอาจจะมีดีไซน์เว่อร์วังซะหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าตั้งใจว่าจะใส่ในชีวิตประจำวันด้วย น่าจะเหมาะกับแบบแหวนเรียบๆมากกว่าค่ะ

 

เมื่อสั่งซื้อหรือสั่งทำเสร็จเรียบร้อยแล้วก็มาถึงขั้นตอนการรับแหวน สิ่งที่ต้องเช็คก็คือขนาดแหวนว่าพอดีกับนิ้วเรารึเปล่า แหวนควรจะใส่สบายๆกำลังดี แต่ก็ต้องไม่ถอดง่ายจนเกินไป สำหรับแหวนเพชรชูของคุณผู้หญิง แหวนควรจะต้องกระชับนิ้วพอสมควรค่ะ ไม่อย่างนั้นเพชรจะหมุนคว่ำ ลงเวลาสวมใส่

อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องทำสำหรับคนที่ซื้อเพชรที่มีใบเซอร์จากสถาบันชั้นนำอย่าง GIA, HRD, IGI คือจะต้องเช็คตัวเลขบนขอบเพชรให้ตรงกับบนใบเซอร์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเราได้เพชรเม็ดที่ถูกต้องค่ะ

Tips : วันที่นอนน้อยหรือเพิ่งลงจากเครื่องบิน นิ้วอาจจะบวมกว่าปกติ ไม่แนะนำให้ลองแหวนในวันนั้นๆค่ะ

 

ขั้นตอนนี้แล้วแต่ความชอบส่วนตัวนะคะ เดี๋ยวนี้หลายๆร้านจะมีบริการสลักชื่อหรือข้อความบนแหวนให้ฟรีค่ะ เพื่อให้ลูกค้าได้ใส่ชื่อหรือข้อความแทนใจลงบนแหวนให้กันและกัน เป็นการเพิ่มเอกลักษณ์ให้แหวนมีความเป็นตัวเรา ไม่ซ้ำกันกับคนอื่นค่ะ

 

เพียงเท่านี้ก็ Happy ได้แหวนสวยถูกใจ กลับบ้านแล้วค่ะ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง